ใครมีสูตรห่อหมกขนมครกบ้างมั๋ยคะ อยากจะลองทำทานบ้าง ช่วยหน่อยค่ะ <img src="pic/b1.gif">
ใส่มะพร้าวก็น่ากินนะคะ
ห่อหมกขนมครก <br> <br> ส่วนประกอบ <br> เนื้อปลาช่อนบดละเอียด 1 กิโลกรัม <br> น้ำพริกแกงเผ็ด 500 กรัม <br> น้ำกะทิสำเร็จรูป 1 ถุง <br> ใบโหระพา ผักชี อย่างละ 2 ต้น <br> พริกชี้ฟ้าแดง ซอยเป็นเส้น 10 เม็ด <br> ซอสมะเขือเทศ 1 ช้อนโต๊ะ <br> ซอสถั่วเหลือง พริกป่น อย่างละ 2 ช้อนโต๊ะ <br> <br> วิธีการทำ <br> แบ่งน้ำกะทิ ออกมาประมาณ 1/2 ถ้วย ตั้งไฟเดือดแล้วละลายแป้งมันลงคนให้เป็นเนื้อเดียวกัน สังเกตุให้ข้นเล็กน้อย ส่วนนี้สำหรับแต่งหน้าห่อหมกขั้นตอนสุดท้าย <br> ผสมเนื้อปลาช่อน น้ำพริกแกงเผ็ด ซอสถั่วเหลือง ซอสมะเขือเทศ พริกป่น น้ำกะทิ โหระพา กวนให้เป็นเนื้อเดียวกัน สังเกตุดูสี ควรเป็นสีส้มเข้มเป็นใช้ได้ <br> ตั้งเบ้าขนมครก บนเตาแก๊สใช้ไฟอ่อน ตักเนื้อห่อหมกลงในหลุมให้ครบ แล้วหยอดหัวกะทิที่เตรียมรอไว้ สังเกตุดูเนื้อปลาเริ่มสุกแข็งจึงโรยด้วยพริกชี้ฟ้าแดงและผักชี <br> <br> ที่มา :<a href="http://pirun.ku.ac.th/~b4901143/menu6.html" target="_blank">http://pirun.ku.ac.th/~b4901143/menu6.html</a>
ขออภัยให้สูตรผิด หัวขัอ
<br> สูตรขนมครกสูตรนี้ เป็นของอาจารย์ทองเยาว์ โทณานนท์ จากวิทยาลัยในวังคะ อาจารย์ทองเยาว์แนะนำว่า ข้าวสารที่จะใช้สำหรับทำขนมครกนั้น ควรใช้ข้าวสารเก่า เพราะถ้าใช้ข้าวใหม่ จะเหนียวติดฟัน และเวลาแคะออกจากเตาก็ไม่ค่อยจะล่อนด้วย ส่วนเรื่องที่เช็ดหลุมขนมครกคุณถามมา เขาจะใช้เศษผ้าฝ้ายหรือผ้าขาวบางมาห่อรวมกันหลาย ๆชั้น ทำเหมือนเวลาเราทำลูกประคบนั่นแหละคะ แล้วเอาไปแช่น้ำมันเอาไว้ พอให้น้ำมันซึมทั่วเนื้อผ้า ก็เป็นอันใช้ได้ หรืออาจจะใช้ผ้านำห่อกากมะพร้าวแล้วนำไปชุบน้ำมันนิดหน่อยก็ได้คะ <br> <br> สมัยก่อนโน้นเขาจะใช้เตาขนมครกที่ทำจากดินเผา แต่ถ้าซื้อปุ๊บนำมาใช้ปั๊บ ขนมจะติดเตา ไม่ล่อน วิธีแก้ไขของคนโบราณ คือ ก่อนที่จะนำกระทะนี้มาใช้ เขาจะเอากากมะพร้าวสุมให้เต็มหลุมแล้วนำไปตั้งไฟให้น้ำมันจากกากมะพร้าวเคลือบทั่วกระทะขนมครก (ทิ้งไว้ให้กากมะพร้าวไหม้คาหลุมเลย) วิธีนี้จะทำให้ขนมไม่ติดเตาคะ <br> <br> <br> <br> ส่วนผสมตัวแป้ง <br> ข้าวสารเก่า 1 ลิตร ( = 4 ถ้วย 4 ช้อนโต๊ะ กับอีก 1 ช้อนชา) <br> ข้าวสุก 1 + 1/ 2 ถ้วย <br> มะพร้าวขูดขาว 500 กรัม <br> เกลือป่น 1 ช้อนชา <br> <br> ส่วนผสมกะทิสำหรับหยอดหน้า <br> หัวกะทิ 4 + 1/ 2 ถ้วย <br> น้ำตาลทราย 1 + 1/ 2 ถ้วย <br> เกลือป่น 1 - 2 ช้อนชา <br> <br> <br> <br> วิธีทำ <br> เริ่มจากทำตัวแป้งก่อน โดยเอาข้าวสารซาวให้สะอาด ผสมกับข้าวสุก มะพร้าว เกลือ ใส่ภาชนะปากกว้าง เช่น ชามอ่าง ใช้น้ำ 3 เท่า ต้มให้เดือด แล้วเอามาชงในชามอ่างที่ใส่ส่วนผสมไว้ ใช้ไม้พายหรือทัพพีคนให้ทั่ว ทิ้งไว้ให้เย็น แล้วเอาไปโม่ (การเอาน้ำร้อนชงก่อน จะช่วยรักษาแป้งไว้ได้นาน คือ ทำเช้าไปจนถึงบ่ายแป้งก็ไม่เปรี้ยว ไม่อย่างนั้นจะบูด และถ้าเราใช้ภาชนะปากแคบทรงสูง ข้าวก็จะสุกมากเกินไป เพราะความร้อนจะกระจายได้น้อย) <br> <br> หลังจากนั้นก็หันมาทำกะทิสำหรับหยอดหน้า โดยเอาหัวกะทิ น้ำตาลทราย และเกลือ มาผสมเข้าด้วยกัน คนให้น้ำตาลและเกลือละลาย ยกขึ้นตั้งไฟ พอเดือด จึงยกลง (อย่าเคี่ยว กะทิจะแตกมันมาก) <br> <br> <br> <br> <br> <br> <br> วิธีหยอด <br> ตั้งเตาเอาน้ำมันพืชเช็ดให้ทั่ว เริ่มหยอดหลุมกลางก่อนเพียงหลุมเดียว หยอดตัวแป้ง หยอดหน้ากะทิ ปิดฝา แล้วมาหยอดแถวที่ 2 ปิดฝา แล้วมาหยอดรอบนอก เสร็จแล้วปิดฝา เราก็เปิดหลุมแรก แล้วเปิดแถวที่ 2 แคะออก แล้วมาเปิดรอบนอก จะสุกพอดีกันเลย <br> <br> เวลาหยอดเสร็จแล้ว ต้องปิดฝาทันที ไฟต้องแรง แต่ถ้าใช้เตาดิน ก็แรงมากไม่ได้ เดี๋ยวเตาจะแตก ถ้าใช้กระทะเหล็กก็จะสะดวก แต่หอมสู้กระทะดินไม่ได้ ก็ต้องใจเย็น เวลาหยอดหน้าก็ต้องระวัง ถ้าช้าไปก็จะไหม้ และกะทิจะแตกมัน <br> <br> ขนมครกแบบโบราณ จะนิยมทานกับหน้าต่าง ๆ ที่นิยมทำคือ หน้าไข่เค็ม หน้าหัวผักกาดเค็ม และหน้ากุ้งคะ <br> <br> วิธีทำหน้าไข่เค็ม เริ่มจาก นำไข่เค็มต้มสุกมาแกะเปลือกออก เวลาแกะเปลือกไข่เค็ม อย่ากะเทาะไข่ทั่วทั้งฟองเหมือนกับไข่ต้มธรรมดา ๆ นะคะ ต้องกะเทาะเพียงที่เดียว แล้วค่อย ๆ แกะไปเรื่อย ๆ จนทั่วทั้งฟอง อันนี้ต้องใจเย็นกันหน่อยคะ พอได้ไข่เค็มที่ปอกเปลือกเสร็จแล้ว ก็นำไปขูดให้เป็นเส้นฝอย ๆ ระวังอย่าให้ไข่ที่ขูดแล้วกองทับกันมากเกินไป มันจะติดเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำไข่เค็มที่ขูดเสร็จนี้ไปโรยหน้าขนมครกเมื่อจะแคะขึ้น วางพริกชี้ฟ้าหั่นฝอย และ ผักชีเด็ดใบ <br> <br> วิธีทำหน้าหัวผักกาดเค็ม ใช้หัวผักกาดเค็มนำมาสับให้ละเอียด ผสมรากผักชี กระเทียม พริกไทยป่น แล้วนำไปผัดกับน้ำมันนิดหน่อย <br> <br> วิธีทำหน้ากุ้ง ใช้กุ้งสด มะพร้าวทึนทึกในปริมาณที่เท่ากัน สับให้ละเอียด แล้วรวนด้วยน้ำมัน โรยพริกไทย เกลือป่น ให้ออกรสเค็มนิด ๆ ใช้โรยหน้าขนมครก แต่งด้วยใบมะกรูดหั่นฝอย พริกเหลืองซอย ใบผักชีเด็ดเป็นใบ <br> <br>
View all
ความคิดเห็น
ใส่มะพร้าวก็น่ากินนะคะ
ห่อหมกขนมครก <br>
<br>
ส่วนประกอบ <br>
เนื้อปลาช่อนบดละเอียด 1 กิโลกรัม <br>
น้ำพริกแกงเผ็ด 500 กรัม <br>
น้ำกะทิสำเร็จรูป 1 ถุง <br>
ใบโหระพา ผักชี อย่างละ 2 ต้น <br>
พริกชี้ฟ้าแดง ซอยเป็นเส้น 10 เม็ด <br>
ซอสมะเขือเทศ 1 ช้อนโต๊ะ <br>
ซอสถั่วเหลือง พริกป่น อย่างละ 2 ช้อนโต๊ะ <br>
<br>
วิธีการทำ <br>
แบ่งน้ำกะทิ ออกมาประมาณ 1/2 ถ้วย ตั้งไฟเดือดแล้วละลายแป้งมันลงคนให้เป็นเนื้อเดียวกัน สังเกตุให้ข้นเล็กน้อย ส่วนนี้สำหรับแต่งหน้าห่อหมกขั้นตอนสุดท้าย <br>
ผสมเนื้อปลาช่อน น้ำพริกแกงเผ็ด ซอสถั่วเหลือง ซอสมะเขือเทศ พริกป่น น้ำกะทิ โหระพา กวนให้เป็นเนื้อเดียวกัน สังเกตุดูสี ควรเป็นสีส้มเข้มเป็นใช้ได้ <br>
ตั้งเบ้าขนมครก บนเตาแก๊สใช้ไฟอ่อน ตักเนื้อห่อหมกลงในหลุมให้ครบ แล้วหยอดหัวกะทิที่เตรียมรอไว้ สังเกตุดูเนื้อปลาเริ่มสุกแข็งจึงโรยด้วยพริกชี้ฟ้าแดงและผักชี <br>
<br>
ที่มา :<a href="http://pirun.ku.ac.th/~b4901143/menu6.html" target="_blank">http://pirun.ku.ac.th/~b4901143/menu6.html</a>
ขออภัยให้สูตรผิด หัวขัอ
<br>
สูตรขนมครกสูตรนี้ เป็นของอาจารย์ทองเยาว์ โทณานนท์ จากวิทยาลัยในวังคะ อาจารย์ทองเยาว์แนะนำว่า ข้าวสารที่จะใช้สำหรับทำขนมครกนั้น ควรใช้ข้าวสารเก่า เพราะถ้าใช้ข้าวใหม่ จะเหนียวติดฟัน และเวลาแคะออกจากเตาก็ไม่ค่อยจะล่อนด้วย ส่วนเรื่องที่เช็ดหลุมขนมครกคุณถามมา เขาจะใช้เศษผ้าฝ้ายหรือผ้าขาวบางมาห่อรวมกันหลาย ๆชั้น ทำเหมือนเวลาเราทำลูกประคบนั่นแหละคะ แล้วเอาไปแช่น้ำมันเอาไว้ พอให้น้ำมันซึมทั่วเนื้อผ้า ก็เป็นอันใช้ได้ หรืออาจจะใช้ผ้านำห่อกากมะพร้าวแล้วนำไปชุบน้ำมันนิดหน่อยก็ได้คะ <br>
<br>
สมัยก่อนโน้นเขาจะใช้เตาขนมครกที่ทำจากดินเผา แต่ถ้าซื้อปุ๊บนำมาใช้ปั๊บ ขนมจะติดเตา ไม่ล่อน วิธีแก้ไขของคนโบราณ คือ ก่อนที่จะนำกระทะนี้มาใช้ เขาจะเอากากมะพร้าวสุมให้เต็มหลุมแล้วนำไปตั้งไฟให้น้ำมันจากกากมะพร้าวเคลือบทั่วกระทะขนมครก (ทิ้งไว้ให้กากมะพร้าวไหม้คาหลุมเลย) วิธีนี้จะทำให้ขนมไม่ติดเตาคะ <br>
<br>
<br>
<br>
ส่วนผสมตัวแป้ง <br>
ข้าวสารเก่า 1 ลิตร ( = 4 ถ้วย 4 ช้อนโต๊ะ กับอีก 1 ช้อนชา) <br>
ข้าวสุก 1 + 1/ 2 ถ้วย <br>
มะพร้าวขูดขาว 500 กรัม <br>
เกลือป่น 1 ช้อนชา <br>
<br>
ส่วนผสมกะทิสำหรับหยอดหน้า <br>
หัวกะทิ 4 + 1/ 2 ถ้วย <br>
น้ำตาลทราย 1 + 1/ 2 ถ้วย <br>
เกลือป่น 1 - 2 ช้อนชา <br>
<br>
<br>
<br>
วิธีทำ <br>
เริ่มจากทำตัวแป้งก่อน โดยเอาข้าวสารซาวให้สะอาด ผสมกับข้าวสุก มะพร้าว เกลือ ใส่ภาชนะปากกว้าง เช่น ชามอ่าง ใช้น้ำ 3 เท่า ต้มให้เดือด แล้วเอามาชงในชามอ่างที่ใส่ส่วนผสมไว้ ใช้ไม้พายหรือทัพพีคนให้ทั่ว ทิ้งไว้ให้เย็น แล้วเอาไปโม่ (การเอาน้ำร้อนชงก่อน จะช่วยรักษาแป้งไว้ได้นาน คือ ทำเช้าไปจนถึงบ่ายแป้งก็ไม่เปรี้ยว ไม่อย่างนั้นจะบูด และถ้าเราใช้ภาชนะปากแคบทรงสูง ข้าวก็จะสุกมากเกินไป เพราะความร้อนจะกระจายได้น้อย) <br>
<br>
หลังจากนั้นก็หันมาทำกะทิสำหรับหยอดหน้า โดยเอาหัวกะทิ น้ำตาลทราย และเกลือ มาผสมเข้าด้วยกัน คนให้น้ำตาลและเกลือละลาย ยกขึ้นตั้งไฟ พอเดือด จึงยกลง (อย่าเคี่ยว กะทิจะแตกมันมาก) <br>
<br>
<br>
<br>
<br>
<br>
<br>
วิธีหยอด <br>
ตั้งเตาเอาน้ำมันพืชเช็ดให้ทั่ว เริ่มหยอดหลุมกลางก่อนเพียงหลุมเดียว หยอดตัวแป้ง หยอดหน้ากะทิ ปิดฝา แล้วมาหยอดแถวที่ 2 ปิดฝา แล้วมาหยอดรอบนอก เสร็จแล้วปิดฝา เราก็เปิดหลุมแรก แล้วเปิดแถวที่ 2 แคะออก แล้วมาเปิดรอบนอก จะสุกพอดีกันเลย <br>
<br>
เวลาหยอดเสร็จแล้ว ต้องปิดฝาทันที ไฟต้องแรง แต่ถ้าใช้เตาดิน ก็แรงมากไม่ได้ เดี๋ยวเตาจะแตก ถ้าใช้กระทะเหล็กก็จะสะดวก แต่หอมสู้กระทะดินไม่ได้ ก็ต้องใจเย็น เวลาหยอดหน้าก็ต้องระวัง ถ้าช้าไปก็จะไหม้ และกะทิจะแตกมัน <br>
<br>
ขนมครกแบบโบราณ จะนิยมทานกับหน้าต่าง ๆ ที่นิยมทำคือ หน้าไข่เค็ม หน้าหัวผักกาดเค็ม และหน้ากุ้งคะ <br>
<br>
วิธีทำหน้าไข่เค็ม เริ่มจาก นำไข่เค็มต้มสุกมาแกะเปลือกออก เวลาแกะเปลือกไข่เค็ม อย่ากะเทาะไข่ทั่วทั้งฟองเหมือนกับไข่ต้มธรรมดา ๆ นะคะ ต้องกะเทาะเพียงที่เดียว แล้วค่อย ๆ แกะไปเรื่อย ๆ จนทั่วทั้งฟอง อันนี้ต้องใจเย็นกันหน่อยคะ พอได้ไข่เค็มที่ปอกเปลือกเสร็จแล้ว ก็นำไปขูดให้เป็นเส้นฝอย ๆ ระวังอย่าให้ไข่ที่ขูดแล้วกองทับกันมากเกินไป มันจะติดเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำไข่เค็มที่ขูดเสร็จนี้ไปโรยหน้าขนมครกเมื่อจะแคะขึ้น วางพริกชี้ฟ้าหั่นฝอย และ ผักชีเด็ดใบ <br>
<br>
วิธีทำหน้าหัวผักกาดเค็ม ใช้หัวผักกาดเค็มนำมาสับให้ละเอียด ผสมรากผักชี กระเทียม พริกไทยป่น แล้วนำไปผัดกับน้ำมันนิดหน่อย <br>
<br>
วิธีทำหน้ากุ้ง ใช้กุ้งสด มะพร้าวทึนทึกในปริมาณที่เท่ากัน สับให้ละเอียด แล้วรวนด้วยน้ำมัน โรยพริกไทย เกลือป่น ให้ออกรสเค็มนิด ๆ ใช้โรยหน้าขนมครก แต่งด้วยใบมะกรูดหั่นฝอย พริกเหลืองซอย ใบผักชีเด็ดเป็นใบ <br>
<br>