<br>
จากคำขอของคุณบัวทะเล "มุกเม็ดงามแห่งเกาะภูเก็ต" อยากให้ผมรวบรวมข้อมูลและผักพื้นบ้านอีสาน ที่คนอีสานกินประจำ ให้มีภาพด้วยยิ่งดี ผมคิดอยู่หลายตลบ เกรงว่าจะเอามะพร้าวห้าวไปขายสวน แต่มาคิดอีกที ก็น่าจะทำ เพื่อให้เยาวชน หรือท่านที่ไม่ทราบข้อมูล ได้รู้ไว้พอสังเขป คงไม่ว่ากันนะครับที่ข้อมูลบางอย่างไม่สมบูรณ์ ผมจะเปิดตรงนี้เป็นคอลัมน์เลย วันหลังท่านจะได้หาเจอได้ง่าย จะทยอยนำภาพและข้อมูลมาลงติดต่อกัน เท่าที่จะทำได้ ขอกำลังใจด้วยนะครับ <br>
<br>
ผักพื้นบ้านที่เป็นเครื่องหอม ปรุงกลิ่น มีหลากหลาย เท่าที่ผมพอจะทราบก็มี ผักแพว ผักสะแงะ ขิง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด ผักขะแยง ผักสะแงะ ผักอีตู่ หอมเป ผักชีลาว ฯ ผมจะพยายามหารูปมาให้ แต่ไม่ค่อยได้ออกท้องที่ เลยมีภาพจากบริเวณบ้านของผมเป็นส่วนใหญ่ เอามาให้ดูไปพลางๆก่อนครับ <br>
<br>
ความคิดเห็น
ผักสะแงะ ยังมีอีก หลายชื่อ <br>
<br>
1. ชื่อ ผักชีไร่ ชื่ออื่น หอมแย่ หอมแย้ หอมไร่ (ตาดภูวง) อีแยะ (กะเลิงกุดบาก) ผักสะแงะ (ภาคอีสาน) <br>
2. ชื่อวิทยาศาสตร์ Coriandrum spp. วงศ์ UMBELLIFERAE ชื่อสามัญ - <br>
3. แหล่งที่พบ พบมากในภาคอีสานส่วนเหนือ <br>
4. ประเภทไม้ ไม้ล้มลุก ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ <br>
ต้น ลำต้นตั้งตรง ภายในกลวงไม่ค่อยแตกกิ่ง ลำต้นจะสูงขึ้นเมื่อออกดอก สูงประมาณ 10-30 ซม. <br>
ใบ ใบเดี่ยว ขอบใบหยักเว้าลึกเข้าหาเส้นกลางใบ คล้ายใบผักชีมีสีเขียวเข้ม <br>
ดอก เป็นดอกช่อออกที่ปลายยอด ดอกมีขนาดเล็กมี 5 กลีบ สีขาว <br>
ผล เล็กกว่าเมล็ดผักชี สีน้ำตาล หัวท้ายแหลม <br>
5. ส่วนที่ใช้บริโภค ใบ ลำต้น ราก เมล็ด <br>
6. การขยายพันธุ์ เมล็ด <br>
7. สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม สภาพพื้นที่ตามไร่สวน <br>
8. ฤดูกาลที่ใช้ประโยชน์ ตลอดปี <br>
9. คุณค่าทางอาหาร สรรพคุณทางยา แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ แก้วิงเวียน เข้าเครื่องยาจีน <br>
10. การปรุงอาหาร ลำต้น นำไปใส่แกงต่างๆ เช่น แกงหน่อไม้ แกงเลา แกงหวาย กินเป็นผักสด ใบมีกลิ่นหอม เก็บแห้งได้กลิ่นไม่เปลี่ยน ใช้ได้ทั้งต้น รากหอมเหมือนต้นใช้แต่งกลิ่นอาหาร เมล็ดหอมฉุน ชาวภาคตะวันออกนำมาตำผสมกับพริกแกง <br>
11. เอกสารอ้างอิง สถาบันการแพทย์แผนไทย กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. 2542. ผักพื้นบ้านภาคอีสาน 302 หน้า. <br>
<br>
บางท้องถิ่น ก็ ใช้ทานเป็นผักเคียง ขนมจีนน้ำยา <br>
ใส่แกงแค แกงหน่อไม้ ซุปหน่อไม้ <br>
<br>
ดีใจจัง ที่บ้านก็ปลูกผักสะแงะ เช่นกัน ปลูกใส่กระถาง <br>
กำลังโตประมาณคืบ กะไว้ว่าจะเอาไว้ใส่แกงหน่อไม้ <br>
<br>
ตอนเด็ก เคยทานแกงหน่อไม้ ใส่ผักสะแงะ ที่นครพนม <br>
รู้สึกว่ามันอร่อย (ผู้ใหญ่ พูดให้ฝังใจ) <br>
<br>
พอมีโอกาสก็เลยหามาปลูกเอง ค้นหาข้อมูลเพิ่ม <br>
บางท้องถิ่น ก็ ใช้ทานเป็นผักเคียง ขนมจีนน้ำยา <br>
ใส่แกงแค ซุปหน่อไม้ <br>
ผักที่น่ากินมาก
ผักสะแงะ ต้นอ่อนคล้ายผักชี ใหนากว่า พอโตขึ้นต้นจะสูงประมาณ50 ซม. แตกแขนง มีดอกและเมล็ดเล็กๆ แหลมหัวท้าย เล็กกว่ายี่หร่า ออกดอกเป็นกระจุกเหมือนผักชีลาว หรือยี่หร่า กลิ่นหอมฉุน คงเป็นพืชตระกูลเดียวกันกับยี่หร่า <br>
ผมหาข้อมูลทางพฤฏษศาสตร์ให้ไม่ได้ เป็นผักท้องถิ่นที่สงวนพันธุ์กันไว้ยาวนาน ลูกหลานชาวเมืองแถบลุ่มน้ำโขงรู้จักกันดี ผมเคยเอามาตากจนแห้งสนิท บดเป็นผง เวลาไม่มีผักสด ก็เอาผงผักออกมาปรุงแกงหน่อไม้ แกงหวาย ก็พอใช้แก้ขัดได้ <br>
ไม่เป็นไร ข้อมูลก็คือข้อมูล วันนี้คุณบัวอาจจะไม่ได้ใช้ สักวันอาจจะคิดถึงว่ามีประโยชน์ (ก็ตอนละอ่อนของคุณทำรายงานส่งอาจารย์ไง) ผมโพสมายังก็อบลงไฟล์ไว้เลยครับ <br>
ต้นผักติ้ว อยู่หน้าบ้านผม ที่ตรงนั้นสาระพัดผัก มีตำลึง มะระขี้นก ต้นฝ้าย(ชนิดยืนต้น) กะเพรา โหระพา ผักอีตู่ ข่า ตะไคร้ มีครบครับ เสียแต่รกมากๆ ฝนชุกหญ้าจะงาม เดือนตุลาคมหมดฝนผมจึงจะทำสะอาด เลยตามเลยไปก่อน พูดแล้วอาย -ขอบคุณหนูบัวที่ให้กำลังใจ <br>
ท่านมัคกทายกอ่ำ กรุณาถามในสิ่งที่ควรจะถาม ผมจะไม่ตอบในสิ่งที่อ่อนไหวต่อความรู้สึกของสังคม ผมต้องขอโทษด้วยใจจริงครับ
ขอบคุณอีกครั้งนะคะคุณลุงขา ถ้าบัวยังเรียนก็ลอกไปทำรายงานได้เลยนะนี่ แต่เป็นความรู้จริงๆ ค่ะ อย่างใบย่านางนี่เคยทานแต่ที่เป็นแกงหน่อไม้ใส่ใบย่านางมาแล้ว เลยไม่รู้ว่าหน้าตาต้นใบเป็นอย่างนี้นี่เอง <br>
<br>
ผักกระโดนก็เคยทานแต่ไม่รู้จักชื่อ <br>
<br>
ชะพลู คนใต้ก็เรียก ช้าพลู ค่ะ บ้านหนูบัวปลูกเยอะสมัยเด็กๆ <br>
<br>
แอบเห็นต้นผักติ้วบ้านคุณลุงมีตำลึงเลื้อยแซมด้วยนะเออ อย่างนี้บ้านคุณลุงก็ไม่ต้องซื้อผักทานเลยสิคะท่า <br>
<br>
ผักสะแงะ หน้าตาเมื้อน เหมือนผักชีนะคะ
ขอแนะนำเพิ่มเติมในฐานะที่บวชและเกิดมานาน อะแฮ้ม..ผักทุกผักท่านอิสานเหนือให้ความรู้ทางวิชาการถูกต้องแล้ว..แต่ขอแนะนำอีกนิดว่าผักแผวนิยมกินกับลาบเป็ดและลาบปลาดุก ถ้าไปอุบลที่มีเชื้อญวน(แกว)นิยมกินร่วมกับแหนมเนือง ส่วนผักสะแงะพึ่งเคยเห็น แต่ทราบว่าทางสกลนครใส่ตุ๋นหมาแก้คาว...ใช่ก่อ...
ได้หลายรูปหลายหน้าแล้ว คนหาก็เหนื่อยแล้ว ขอตัดเป็นช่วง เริ่มกระทู้ใหม่เป็นภาค 1 ภาค2 ดีกว่านะครับ จะไม่ต้อง <br>
คอยดาวน์โหลดนานเกินไป ภาพทั้งหมด ผมถ่ายเมื่อเช้านี้ (26 ส.ค.50 ) บริเวณบ้านผมเอง ไม่มีลิขสิทธิ์ครับ เสียแต่ว่ารกรุงรังประสาหน้าฝนปนกับคนขี้เกียจ ก็เลยเป็นอย่างนี้ <br>
คาดว่าคงสมใจคุณบัวทะเลและพหลายๆท่านที่เป็นนักศึกษา <br>
Report อาจารย์ได้เลยไม่หวงครับ อ้อข้อมูลบางอย่างผมยกมาป็นดุ้นเลยก็มี บางอย่างจากประสบการณ์ครับ
ย่านาง ชื่อวิทยาศาสตร์ : Tiliacora triandra (Colebr.) Diels <br>
วงศ์ : Menispermaceae <br>
ชื่อสามัญ : Bamboo grass <br>
ชื่ออื่น : จ้อยนาง (เชียงใหม่) เถาย่านาง เถาวัลย์เขียว (กลาง) ยาดนาง (สุราษฎร์ธานี) ยานาง (อีสาน) <br>
ลีกษณะ : ย่านางเป็นไม้เลื้อย กิ่งอ่อนมีขนอ่อนปกคลุม เมื่อแก่แล้วผิวค่อนข้างเรียบ รากมีขนาดใหญ่ ใบเป็นใบเดี่ยว ออกติดกับลำต้นแบบสลับ รูปร่างใบคล้ายรูปไข่หรือรูปไข่ขอบขนานปลายใบเรียว ฐานใบมน ขนาดใบยาว 5 - 10 ซม. กว้าง 2 - 4 ซม. ขอบใบเรียบ ก้านใบยาว 1 ซม. ดอกออกตามซอกโคนก้านใบเป็นช่องยาว 2 - 5 ซม. ช่อหนึ่ง ๆ มีดอกขนาดเล็กสีเหลือง 3 - 5 ดอก ดอกแยกเพศอยู่คนละต้นไม่มีกลีบดอก ผลรูปร่างกลมรีขนาดเล็ก สีเขียว เมื่อแก่กลายเป็นสีเหลืองอมแดงและกลายเป็นสีดำ <br>
ประโยชน์ : ตำรายาไทยใช้รากต้มกับน้ำ ดื่มเป็นยาแก้ไข้ทุกชนิด การทดลองพบว่าสารสกัดรากมีฤทธิ์ต้านเชื้อมาลาเรียชนิดฟัลซิพารัมในหลอดทดลอง ชาวอีสานใช้เถาใบอ่อน ใบแก่ ตำคั้นเอาน้ำสีเขียว และนำไปต้มกับหน่อไม้ปรุงเป็นแกงหน่อไม้ หรือซุบหน่อไม้ บางแห่งนำไปแกงกับขี้เหล็กเป็นการปรุงอาหารที่เชื่อว่าย่านางจะช่วยลดรสขื่นขมของหน่อไม้ได้ดี ทำให้หน่อไม้มีรสหวาน อร่อย นอกจากนี้น้ำคั้นจากย่านาง ยังนำไปใส่แกงขนุนแกงอีลอก อ่อมและหมกซึ่งเป็นอาหารอีสานอีกด้วย น้ำสีเขียวจากใบย่านางนำไปใช้ย้อมสีผ้าได้อีกด้วย <br>
<br>
ข้อมูลไม้ย้อมสี : หนังสือ100 ปีหม่อนไหม สายใยแผ่นดิน กรมวิชาการเกษตร, 2547 <br>
<br>
ผักติ้ว มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cratoxylum cochinchinense Bl.วงศ์ GUTIFERAE <br>
ภาคเหนือเรียกขี้ติ้ว ติ้วใบเลื่อม เป็นไม้ผลัดใบ สูง 10-20 เมตร ยอดอ่อนมีรสเปรี้ยวอมฝาด ทิ้งใบประมาณปลายหนาว ฝนตก เดือนมีนาคม ดอกผักติ้วจะบาน เอามาทำอาหารอีสานอร่อยๆได้หลายอย่าง เช่นแกงใส่ปลา ต้มไก่ ต้มเนื้อ ซุปดอกผักติ้ว หลังจากดอกโรย จะแตกยอดอ่อน พร้อมกันทั้งต้น มีมากในช่วงฤดูฝน ถึงต้นฤดูหนาว มีสรรพคุณขับเสมหะ แก้ท้องเสีย <br>
ผักในเมนูอาหารเวียดนาม จะมีผักติ้วนี้กับยอดชะมวงเสมอ อาศัยเด็ดแล้วแตกยอดใหม่เช่นเดียวกันภาพนี้เป็นต้นที่หน้าบ้าน ยอดแก่ไปแล้วครับ <br>
แจ่มจริงๆ คุณลุงขา ขอบคุณมากๆๆๆๆ <br>
<br>
ในที่สุดหนูบัวก็รู้แล้วว่าผักที่ชอบทานเวลาไปร้านอาหารอีสานคือผักแพว เวลาถามเด็กเสิร์ฟว่าผักอะไร เขาไม่รู้หรอกค่ะ เพราะส่วนมากเป็นพม่า อิ อิ <br>
<br>
จะรออ่านเรื่อยๆ นะคะ ได้ความรู้ละเอียดชัดเจนมากๆ เลย คงมีประโยชนืต่อท่านอื่นๆ ด้วยนะคะ <br>
ขอบคุณอีกครั้งค่ะ
มะขาม <br>
Tamarind <br>
Tamarindus indica Linn. <br>
FABACEAE <br>
รูปลักษณะ <br>
ไม้ยืนต้น สูง 15-25 เมตร ใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับ ใบย่อยรูปขอบขนาน กว้าง 5-8 ซม. ยาว 1-1.5 ซม. ดอกช่อ ออกที่ซอกใบและปลายกิ่ง กลีบดอกสีเหลือง มีลายสีม่วงแดง ผลเป็นฝัก มีเนื้อหุ้มเมล็ด สีน้ำตาล ฉ่ำน้ำ <br>
ใช้ปรุงอาหารให้มีรสเปรี้ยว โดยใช้ยอดอ่อน ใส่จำพวกต้ม ฝักอ่อน ตำน้ำพริก กินเมี่ยง มะขามเปียกเปรี้ยวที่สุด <br>
<br>
สรรพคุณและส่วนที่นำมาใช้เป็นยา <br>
มะขามเปียก - ใช้เป็นยาถ่าย และยาแก้ไอกัดเสมหะที่เหนียวข้น เนื่องจากมีกรดอินทรีย์ เช่น กรด trataric และกรด citric เปลือกต้น - เป็นยาสมานคุมธาตุ <br>
เนื้อในเมล็ด - ใช้เป็นยาฆ่าพยาธิไส้เดือน <br>
ใบและยอดอ่อน - มีรสเปรี้ยว ใช้ในการอาบ อบสมุนไพร <br>
ชะพลู (Pepper) Piper sarmentasum Roxb. ชื่ออื่น ช้าพลู (ภาคกลาง) ชะพลูเถา เฌอภลู (สุรินทร์) นมวา (มลายู) ผักปูนา ผักปูลิง ผักปูริง ปูลิงนก ผักพลูนก ผักอีเลิศ พลูลิง (ภาคเหนือ) เย่เท้ย (กะเหรียง แม่ฮ่องสอน) ผักแค (ล้านนา) <br>
ลักษณะ <br>
ชะพลูเป็นพืชอยู่ในวงศ์ Piperaceae เป็นไม้เถาเลี้ยทอดไปตามพื้นดินเป็นไม้ล้มลุกขนาดเล็กต้นเตี้ยสูงประมาณ 50 60 เซนติเมตร ลำต้นเป็นข้อ มีรากตามข้อ ใบรูปหัวใจลักษณะคล้ายใบพลู สีเขียวเข้ม เห็นเส้นใบชัดเจน ผิวใบไม่เรียบ ใบมีกลิ่นฉุนเล็กน้อย ต้นและใบมีรสเผ็ดเล็กน้อย ดอกออกตามยอดเป็นช่ออัดแน่น มีดอกข่อยขนาดเล็ก กลีบดอกสีขาว พบขึ้นอยู่ทั่วไปตามที่ชื้น มักจะขึ้นเป็นกลุ่มข้างลำธาร และในป่าดิบแล้ง <br>
การขยายพันธุ์ :ขุดแยกต้นเดิมไปปลูกได้ทั่วไปในที่ชื้น <br>
การบริโภคและสรรพคุณ: ใบอ่อนใช้แกงกะทิ กุ้ง ปลา หรือหอยบางชนิด เช่น หอยโข่ง หอยแครง เป็นต้น ทำห่อหมก ใบสดหั่นใส่ข้าวยำ และใบทำเมี่ยงคำ คือ ใช้ห่อเครื่องเมี่ยงคำ ใบชะพลูมีโปรตีนค่อนข้างสูง เมื่อผสมกับอาหารประเภทเนื้อ จะช่วยให้ย่อยง่ายขึ้น นอกจากนี้ชะพลูยังมีสรรพคุณทางสมุนไพรอีกด้วย โดยใบชะพลูทำให้เสมหะแห้ง บำรุงน้ำดีและไข้ดีซ่าน แก้ท้องอืด แก้เบื่ออาหาร นอกจากนี้ส่วนต่าง ๆ ของชะพลูยังมีคุณค่าทางสมุนไพรอีกมากมาย <br>
ข้อควรระวัง ถ้ากินใบชะพลูมากเกินไปจะทำให้เวียนหัว <br>
ที่มา : ลั่นทม ดอนจวบทรง. ผักพื้นบ้าน(ภาคใต้). ทางเลือกในการผลิตและการบริโภค. กรุงเทพฯ : องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก,2537. <br>
ใบชะพลู ใช้ประกอบอาหารอีสาน เช่น แกงหอยขม อ่อมต่างๆ กินเป็นผักสดก็ได้ อย่าให้บ่อยนัก มีสิทธิ์เป็นนิ่ว แต่จากรายงานการวิจัย พบว่ามีคุณสมบัติ ต้านอนุมูลอิสระและยับยังมะเร็งได้ดีเยี่ยม จะกินเป็นยา หรือจะเอาก้อนนิ่วก็ตามสะดวกนะครับ รูปนี้ที่บ้านผมเช่นเคยครับ <br>
มะแว้งเครือ <br>
Solanum trilobatum Linn. <br>
SOLANACEAE <br>
ชื่ออื่น แขว้งเครือ หมากแข้งขมเคือ(อีสาน) <br>
รูปลักษณะ <br>
ไม้เลื้อย มีหนามตามกิ่งก้าน ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่ กว้าง 4-5 ซม. ยาว 5-8 ซม. ขอบใบเว้า มีหนามตามเส้นใบ ดอกช่อ ออกที่ปลายกิ่งและซอกใบ กลีบดอกสีม่วง ผลเป็นผลสด รูปกลม ผลดิบสีเขียวมีลายตามยาว เมื่อสุกสีแดง <br>
สรรพคุณและส่วนที่นำมาใช้เป็นยา <br>
ผล - มีcodeine ทำให้ชาคล้ายมอร์ฟีน ใช้แก้ไอขับเสมหะ โดยใช้ขนาด 4-10 ผล โขลกพอแหลก คั้นเอาน้ำใส่เกลือเล็กน้อย จิบบ่อย ๆ หรือเคี้ยวกลืนเฉพาะน้ำจนหมดรสขมเฝื่อน มะแว้งเครือเป็นส่วนผสมหลักในยาประสะมะแว้งเช่นกัน นอกจากนี้ ใช้ขับปัสสาวะแก้ไข้และเป็นยาขมเจริญอาหาร <br>
ภาพนี้ผมถ่ายที่บ้านผมครับ รกรุงรัง เครือมะแว้งจะพาดต้นไม้อื่นเป็นหลักค้ำไม่เช่นนั้นจะพังพาบกับดิน <br>
ผักกระโดน <br>
Barringtonia acutangula Gaertn. <br>
BARRINGTONIACEAE <br>
ชื่ออื่น กระโดนทุ่ง กระโดนน้ำ จิกน้ำ ตอง <br>
รูปลักษณะเป็นไม้ต้นผลัดใบ สูง 5-15 เมตร ลำต้นเป็นปุ่มปม ปลายกิ่งลู่ลง ใบอ่อนสีน้ำตาลแดง ใบเดี่ยว ออกเวียนสลับถี่ตอนปลายกิ่ง รูปใบหอกหรือรูปไข่กลับ กว้าง 10-13 ซม. ยาว 20-30 ซม. ปลายจะผายกว้างแล้วแหลม โคนแหลมขอบจักถี่ ดอก ออกเป็นช่อยาวที่ปลายกิ่งสีแดง ห้อยลง ยาว 30-40 ซม. กลีบเลี้ยง 4 กลีบ หลุดร่วงง่าย เมื่อบานเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 ซม. เกสรตัวผู้สีแดงจำนวนมาก ผลกลมยาว เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2.5 ซม. ยาว 3-4 ซม. มีสันตามยาว 4 สัน <br>
สรรพคุณและส่วนที่นำมาใช้เป็นยา <br>
เมล็ด - ใช้เป็นยาแก้ไอในเด็ก เข้ายาลม ใช้แก้อาการจุกเสียด ใบแก่ - แก้ท้องร่วง เปลือกต้น - ใช้เบื่อปลา <br>
ใช้เป็นผักกินกับป่น แจ่ว เมี่ยงปลา ก้อยกุ้ง ฯ มีรสฝาดมันครับ รูปนี้ถ่ายจากยอดผักที่แม่ค้าเอามาขาย ต้นที่บ้านไม่สวยเลยไม่ได้ถ่ายมาครับ <br>
ชะมวง Garcinia cowa Roxb. CLUSIACEAE <br>
ชื่ออื่น มวงส้ม หมากโมก ส้มมวง (ใต้) ชะมวง (ตรัง, ระนอง) หวากโมก มวง กะมวง (ใต้) ส้มมวง (อีสาน) ตระมูง (เขมร) เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางสูงประมาณ4-10ม.แตกกิ่งสาขาของลำต้นเปลือกต้นสีน้ำตาลเข้ม ใบเดี่ยว ขอบใบเรียบ ใบหนายาว สีเขียวอ่อนหรือสีเขียวอมม่วงแดง ใบออกเป็นคู่ตรงข้ามกัน บริเวณปลายกิ่งมักแตกเป็น 1-3 ยอด ตัวใบค่อนข้างหนา และด้านใบสีเขียวยาว 1.2-1.9 ซม. ตัวใบยาว 18-20 ซม. ขอบใบเรียบมีกลิ่นน้อย ไม้ผลัดใบ <br>
ดอก สีขาวมี 3 กลีบ ดอกมีขนาดเล็กกลีบแข็งสีนวลเหลือง มีกลิ่นหอมและออกจำนวนมากใหญ่ประมาณ 10-15 มิลลิเมตร ดอกออกตามกิ่ง ผล ผลทรงกลม ข้างผลเว้าเป็นพู เมื่อสุกมีสีเหลืองส้ม ผลมีเนื้อหนาสีเหลืองรสฝาด และมีเมล็ดอยู่ภายในจำนวน 4-6 เมล็ด ขยายพันธุ์โดย เมล็ด <br>
ทางอาหาร ยอดรับประทานสด ผลเมื่อสุกรับประทานได้ รสเปรี้ยว ผลหั่นเป็นแว่นตากแดดใส่ในปลาร้าเพิ่มรสชาติ <br>
ทางยา เป็นยาระบาย ใบและผลมีรสเปรี้ยว สรรพคุณระบายท้อง แก้ไขกัดฟอกเสมหะ แก้ธาตุพิการ และใบผสมกับยาชนิดอื่นปรุงเป็นยาขับเลือด ราก สรรพคุณแก้ไข้ ้ <br>
การใช้สอยอื่น นำผลและใบแก่มาหมักเป็นกรดให้สีเหลืองใช้เป็นสีย้อมผ้า <br>
ข้อมูล ผักพื้นบ้านภาคอีสาน:หนังสือของสถาบันการแพทย์แผนไทย กรมการแพทย์ กระทรวงสาณารณะสุข <br>
ภาพนี้ผมถ่ายในบริเวณบ้านผมเองครับ
ผักสะแงะ ไม่ทราบชื่อภาษาอังกฤษและชื่อวิทยาศาสตร์ครับ <br>
เป็นผักเครื่องหอมของคนอีสานบางกลุ่ม เช่นกลุ่มผู้ไท กลลุ่มไทย้อ ฯ จะไม่ค่อยแพร่หลาย เพราะส่วนมากบอกว่าขิว(เหม็นเขียว) ใช้ดับกลิ่นคาวเนื้อสัตว์ ทุกส่วนมีน้ำมันหอมระเหย ใส่อาหารให้หอมกลบกลิ่นปลาร้าได้ดี เช่นเดียวกับทั่วๆไปใช้ผักชี นั่นแหละครับ เนื่องจากเป็นพืชล้มลุกชั่วฤดู จึงไม่ค่อยพบเห็นใหหน้าแล้งมากนัก เว้นแต่จะปลูกเพื่อใช้ปรุงอาหารเฉพาะเทศกาล เช่นบุญบ้องไฟ เดือน6 ต้องปลูกล่วงหน้ากันเป็นเดือนๆ ภาพที่ได้ เป็นต้นผักสะแงะที่แม่ค้าเอามาขายที่ตลาด อำเภอพังโคน จังหวัดสกลนคร จึงไม่ค่อยสวย แต่ก็พอสังเกตุได้ครับ ใช้ใส่ แกงยอดหวาย "แกงหวายอินเตอร์" ก็ใส่ครับ ซุปหน่อไม้ แกงหน่อไม้สด ใส่รวมกับใบขิง สุดยอดครับ
ผักแพว หรือ พริกม้า ชื่อสามัญ คือ Vietnamese coriander หรือ Vietnamese mint หรือ Vietnamese cilantro ชื่อวิทยาศาสตร์ Polygonum odoratum ในภาคเหนือเรียก ผักไผ่ชาวจังหวัดนครราชสีมาเรียก ผักจันทน์โฉม ชาวอีสานเรียก พริกม้า ชาวอยุธยาเรียก หอมจันทน์ ส่วน ผักแพว นี้เป็นคำเรียกของชาวจังหวัดอุดรธานี ลักษณะเป็นพืชล้มลุก ชอบดินชื้น ลักษณะลำต้นเล็กแตกกิ่งได้ ใบเรียวคล้ายใบไผ่แต่บางกว่า ออกดอกเมื่อต้นแก่และตายไป เมล็ดงอกยาก จึงนิยมหักกิ่งไปปักชำ ในทุกส่วนของผักแพวจะมีน้ำมันหอมระเหยที่มีกลิ่นหอมฉุนและรสเผ็ดเล็กน้อย สามารถช่วยดับกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์ได้ คนอีสานจึงนิยมกินผักแพว เป็นผักสดแกล้มกับน้ำพริก ใส่เป็นเครื่องเคียง หรือนำมาปรุงร่วมกับอาหารจานเผ็ดประเภท ลาบ ก้อย ต้มเผ็ด เป็นต้น และยังมีสรรพคุณเป็นยาสมุนไพร ช่วยขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ และให้คุณค่าทางโภชนาการไม่น้อยเลย เพราะอุดมไปด้วยฟอสฟอรัส แคลเซียม วิตามินเอ และซี มีไฟเบอร์สูง จึงช่วยให้ขับถ่ายได้คล่อง นอกจากนี้ยังพบว่าส่วนอื่นๆ ของผักแพวสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้เช่นกัน โดย ดอก ใช้ขับเหงื่อ รักษาโรคปอด ส่วนรากแก้โรคกระเพาะอาหาร ปวดกระดูก ปวดข้อ เป็นต้น ใบผักแพว ยังสามารถนำมาคั้น แล้วผสมแอลกอฮอล์ ทาแก้กลากเกลื้อนได้อีกด้วย